CPAP machine - A guide for using the CPAP machine

If you suffer from sleep apnea, you dont need to fear the dreaded CPAP machine. CPAP, an acronym for continuous positive airway pressure, is a form of therapy that provides pressurized air and prevents the occurrence of apnea. When you consider all the other options available, including operations that can cause swelling and eventually labbattimento is far before the side effects of the disease, a CPAP machine which isn't a bad choice. There are many advantages to this particular treatment of sleep apnea, including the fact that you never have to go under the knife, you dont have to search for experimental and neurological stimulation they dont have to rely on expensive prescription drugs. Really, it a win win situation!

Some people are reluctant to sleep with a CPAP machine with them, because they look difficult and uncomfortable. In fact, many CPAP masks are uncomfortable. The trick to finding a good compromise is to do some research and find a suitable style and that works for you. Sure, you could look like an alien with the headgear strapped around your face, but at least you'll be sleeping safe and sound. Depending on whether or not you breathe through your mouth or nose, you can find CPAP masks that can function only covers the nose. People who breathe through their mouth, however, dont have the luxury of that option and must choose a design that covers both the nose and mouth.

The CPAP machine works only if it is installed correctly. If you isnta good seal between the mask and the face, you'll be connected to a CPAP machine at all. The way to get a good seal is to ensure that the straps of the mask arent too loose or too tight. When the mask is too loose, it can filter incoming and outgoing Laria. When the straps are too tight, the mask can be uncomfortable to wear and can break the seal.

CPAP Mask Reviews - A guide to search for CPAP mask



If you've been prescribed one to relieve your sleep apnea, you'll definitely want to give some CPAP mask reviews. Consumer Reports, and may not have extensive lists available, these judgments are easy to find online. In addition, there are a ton of different message boards you can visit to get the real-life description of the masks. If you find that many people are complaining about a certain brand or style, you'll probably want to avoid that type. Other hand, if you find a form of stellar reviews and everyone seems to love talking about that, definitely consider that one a try. Another thing to think about how you make your decision whether or not your insurance policy will cover the cost of expensive mask. Sometimes insurance companies will be reduced to the most recent payment and more experimental models.

If you look at reviews CPAP mask, you should have a good idea of what you need. For example, if you're a mouth breathing wont do any good to do research on masks covering only the nose. However, if you're a nose and breathes it turns out that you're attracted to a model that covers both the nose and mouth, you can certainly give this mask a try. It is important to note that no matter which model you choose, if you dont wear the mask is properly isn't going to work. The goal is to create a seal between your face and the mask that doesn't allow you to filter out Laria.

Probably the best reviews come from the CPAP mask doctors who have treated many patients with sleep apnea. They deal with the devices of every day, and I can tell better than anyone else those that work better than others. If you don't like the advice of your doctor, don't be afraid to email or call other doctors who specialize in sleep disorders. Often times, they'll be happy to help out.

External Links - Resources :

CPAP Mask Full Face
CPAP Mask Wipes
CPAP Mask Nasal
CPAP Mask Resmed
CPAP Mask Mirage
CPAP Mask Cleaner
CPAP Mask Strap
CPAP Mask Small

รู้ไหม...ทำไมถึงต้องปวดฟัน


โดยทั่วๆ ไปแล้วสาเหตุของการปวดฟันจะมีปัญหา มาจากฟันผุเป็นส่วนใหญ่ หากว่ารูผุในฟันนั้นไม่ลึกมากเกินไปก็จะมีแค่อาการเสียวฟัน แต่ถ้ารูผุลึกเข้าไปใกล้โพรงประสาทฟันหรือทะลุโพรงประสาทฟัน ก็จะเริ่มมีอาการปวดอยู่บ่อยๆ ปวดบ้างเล็กน้อยเป็นบางครั้งไปจนถึงปวดมาก และปวดอยู่ตลอดเวลา บางครั้งยาแก้ปวดไม่สามารถช่วยบรรเทาได้

สำหรับฟันเป็นหนองปลายราก เมื่อฟันผุมากแล้วไม่ได้รับการรักษาจากทันตแพทย์ ก็จะทำให้เชื้อ Bacteria สามารถเข้าไปจนเกิดหนองปลายรากฟัน หนองที่มีอยู่ปลายรากมากนั้นก็เกิดแรงดัน ทำให้เกิดอาการปวดอย่างรุนแรง หรือเมื่อมีอะไรมากระทบฟันก็จะมีอาการปวด

ฟันเป็นโรคเหงือกอักเสบ เกิดจากมีการละลายตัวของกระดูกรอบๆ รากฟันเป็นที่กักขังของเชื้อ Bacteria ทำให้เป็นหนองรอบรากฟัน ฟันจะโยก ทำให้เกิดเสียวฟัน และมีอาการเจ็บปวดได้

ส่วนการเกิดฟันร้าวหรือฟันแตก อาจมีโอกาสที่โพรงประสาทฟันส่วนที่ติดต่อกับภายนอกผ่านรอยร้าวได้ เมื่อเราดื่มน้ำร้อนหรือว่าน้ำเย็นจัด ก็ส่งผ่านจากรอยร้าวนั้นเข้าถึงโพรงประสาทฟันทำให้เกิดอาการปวดได้

เศษอาหารติดฟัน ในกรณีฟันห่าง ฟันผุด้านข้างเป็นรูขนาดใหญ่ เป็นโรคเหงือกอักเสบ ฟันโยก มีช่องว่างระหว่างฟัน เวลาเคี้ยวอาหารชิ้นใหญ่ๆ เช่น เนื้อก้อนใหญ่ เวลาไปอัดตรงช่องว่างเหล่านี้มันจะกดให้เหงือกช้ำ เป็นที่สะสมของแบคทีเรีย จะทำให้เราปวดเหงือกและปวดฟันบริเวณนี้มาก

ดังนั้นเราต้องหมั่นดูแลฟันของเราให้สะอาด โดยการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำ ควรหมั่นทำการขูดหินปูนอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อลดการเกิดฟันผุหรือเหงือกอักเสบได้ หากเกิดอาการปวดฟันหรือเสียวฟัน ควรรีบไปพบทันตแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยว่าเกิดจากสาเหตุใด

มาลดโคเลสเตอรอลด้วยอาหารกันเถอะ


สำหรับคุณผู้หญิงที่ตรวจพบว่าตัวเองกำลังมีปัญหาโคเลสเตอรอลในเลือดสูง ก็ทำให้เกิดอาการวิตกกังวล เพราะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า การมีโคเลสเตอรอล ทำให้มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดแดงอุดตัน และโรคหัวใจขาดเลือด ได้ง่าย แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าเรารู้จักเลือกทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เราก็สามารถหายจากการเป็นโรคนี้ได้ เราจึงมีวิธีที่จะช่วยป้องกันและมีวิธีช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือดมาฝาก เพื่อคุณๆ ทั้งหลายจะได้นำไปใช้เพื่อให้ตัวเองมีสุขภาพที่ดีขึ้น

1. ควรทานโคเลสเตอรอลได้ไม่เกินวันละ 200 มิลลิกรัม

เช่นอาหารประเภท ไข่แดง เครื่องในสัตว์ และไขมันสัตว์ ล้วนเป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วย "โคเลสเตอรอล" คงเป็นเรื่องยากที่เราจะปฎิเสธอาหารประเภทนี้ได้ในแต่ละวัน แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ควรทานในปริมาณที่น้อยเข้าไว้ โดยทานวันละไม่เกิน 200 มิลลิกรัม โดยเฉพาะไข่หากใครชอบทานไข่มาก ก็ควรเลือกทานเฉพาะไข่ขาว เพราะในไข่ขาวไม่มีโคเลสเตอรอลที่จะไม่ไปเพิ่มระดับโคเลสเตอรอลในร่างกายให้สูงขึ้น

2.หลีกเลี่ยงทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง

อาหารประเภทที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง เช่น กะทิ ไขมันจากสัตว์ เนื้อสัตว์ติดมัน หรือไขมันทรานส์ ที่มีมากในเนยขาว เนยเทียม ครีมเทียม อาหารฟาสต์ฟู้ด คุ้กกี้ ขนมกรุบกรอบ หากรับประทานเข้าไปมาก ๆ จะทำให้ระดับโคเลสเตอรอลในร่างกายสูงขึ้นขึ้นไปด้วย และเมื่อระดับโคเลสเตอรอลสูง ก็จะทำให้มีโอกาสการเป็นโรคหัวใจได้อย่างแน่นอน

3.ควรเลือกทานอาหารที่มีเส้นใยหรือมีไฟเบอร์

อาหารที่มีเส้นใยหรือไฟเบอร์มาก ๆ เช่นพวก ข้าวโอ๊ต ถั่ว แอปเปิ้ล ลูกพรุน มะเขือเทศ กระเจี๊ยบ ฯลฯ เส้นใยในอาหารเหล่านี้ จะไปช่วยดูดซับโคเลสเตอรอลที่ปนอยู่ในน้ำดีในลำไส้ ทำให้สามารถผลักดันโคเลสเตอรอลให้ออกไปจากร่างกายพร้อมกับอุจจาระที่ขับถ่ายออกไปได้โดยง่าย ฉะนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะทานอาหารประเภทนี้ให้มากที่สุด

4.เลือกทานปลาทะเล

เพราะในปลาทะเลจะประกอบด้วย โอเมก้า 3 ซึ่งถือได้ว่าเป็นสุดยอดอาหารที่ช่วยลดไขมัน ไตรกลีเซอไรด์ในเส้นเลือด และยังลดโอกาสในการเกิดภาวะเลือดจับตัวกันเป็นลิ่ม หรือที่เรียกกันว่าภาวะอุดตันในเส้นเลือดได้ด้วย คุณสมบัติของโอเมก้า 3 จึงมีส่วนช่วยป้องกันโรคหัวใจได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นเราจึงควรเลือกทานปลาทะเล ประเภท ปลาแมคเคอเรล ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ฯลฯ จะดีกว่าการทานปลาหมึกหรือว่ากุ้ง

5. ควรทานอาหารที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงอย่างสม่ำเสมอ

อาหารที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง จะอุดมไปด้วยกรดไขมันจำเป็นอย่างกรดไลโนเลอิค และกรดอัลฟาไลโนเลอิค ซึ่งจะไปช่วยให้โคเลสเตอรอลได้มีการเผาผลาญที่ตับมากขึ้น จึงช่วยลดปริมาณ โคเลสเตอรอลชนิดไม่ดี หรือ LDL ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยังไปช่วยเพิ่ม โคเลสเตอรอลชนิดดี หรือ HDL ไปพร้อม ๆ กันด้วย

ประโยชน์ของการกินแตงโม



แตงโมช่วยลดความอ้วนได้ จากผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal of Nutrition ได้บอกไว้ว่า กรดอะมิโนที่ชื่อ Arginine ที่มีอยู่มากมายในแตงโมสามารถช่วยในการลดน้ำหนักได้ โดยนักวิจัยได้ให้อาหารเสริม Arginine แก่หนูที่มีน้ำหนักเกินเป็นเวลาติดต่อกันกว่าสามเดือน และพบว่ามันช่วยลดปริมาณไขมันในร่างกาย ลงได้ถึง 64 % เลยทีเดียว การเติมกรดอะมิโนตัวนี้กับอาหารช่วยเพิ่มการเผาผลาญไขมันและกลูโคส แล้วยังเพิ่มกล้ามเนื้อที่เผาผลาญแคลอรีมากกว่า ส่วนไขมันในแตงโมก็มีแค่ 96 แคลอรี่เท่านั้น ฉะนั้นการกินแตงโมที่ชุ่มฉ่ำด้วยน้ำ จะช่วยทำให้เราอิ่มได้เร็วขึ้น และไม่ต้องกินอาหารอื่นๆ เพิ่มอีก

นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ด้านอื่น ๆ ด้วยคือ นอกจากนี้แตงโมยังมีสรรพคุณที่สามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อ เพราะจากการดื่มน้ำแตงโมจะช่วยเพิ่มเบต้าแคโรทีน ซึ่งร่างกายสามารถใช้ในการสร้างวิตามินเอ และการมีวิตามินเอมากๆ ก็จะช่วยป้องกันการติดเชื้อได้ แตงโมยังเป็นผลไม้ที่มี citrulline อยู่มาก สารตัวนี้จะไปช่วยในการรักษาแผลให้หายเร็วขึ้น ในการรับประทานแตงโม ไม่ใช่แค่ว่าจะดื่มแต่งน้ำแตงโมอย่างเดียว เราควรกินเนื้อของแตงโมเข้าไปด้วย โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นเนื้อสีขาวที่อยู่ลึกลงไป แม้รสชาติจะไม่ค่อยหวานซักเท่าไหร่ แต่กลับมีประโยชน์มากมายเลยทีเดียว

สำหรับผู้ที่อยู่ในภาวะตึงเครียด แตงโมก็สามารถช่วยคลายความเครียดได้ด้วย เพราะในแตงโมงจะเต็มไปด้วยโพแทสเซียม ที่จะไปช่ยวยควบคุมอัตราความดันโลหิต การกินแตงโมเข้าไปก็จะทำให้รู้สึกผ่อนคลาย อารมณ์ดี และรู้สึกสบายใจขึ้น เห็นไหม๊ล่ะคะว่าประโยชน์ของแตงโมมีอยู่มากมาย ทีนี้เราควรหันมากินแตงโมกันดีกว่านะคะ

10 โรคร้ายมากับหน้าฝน


ในช่วงฤดูฝน สภาพอากาศมักเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวอากาศก็ร้อนเดี๋ยวฝนก็ตก พอมีมรสุมเข้าก็ทำให้ฝนตกติดต่อกันหลายวันจนเกิดน้ำท่วมขัง ทำให้โรคติดต่อต่างๆ สามารถแพร่เชื้อได้โดยง่ายขึ้น สำหรับผู้ที่มีสุขภาพร่างกายอ่อนแอควรดูแลรักษาสุขภาพตนเองให้มากขึ้นกว่าเดิมอีก โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ โรคติดต่อที่จะมากับหน้าฝนก็มีดังนี้

1. โรคมาลาเรีย เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อโปรโตซัว โดยมียุงก้นปล่องพาหะนำโรค เมื่อถูกยุงนำเชื้อกัดประมาณ 15–30 วันจะทำให้มีอาการป่วย ต้องรีบนำผู้ป่วยพบแพทย์เพื่อตรวจและทำการรักษาโดยเร็ว หากปล่อยทิ้งไว้นานอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคชนิดนี้

2. โรคไข้เลือดออก เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส มียุงลายเป็นพาหะนำโรค เมื่อถูกยุงที่มีเชื้อกัดแล้วมีอาการต้องสงสัยว่าจะติดเชื้อให้รีบพบแพทย์ หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องอย่างท่วงทันอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

3. โรคไข้สมองอักเสบ เจ อี เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ที่มียุงรำคาญเป็นพาหะนำโรค มักแพร่พันธุ์ในแหล่งน้ำที่เป็นทุ่งนา ซึ่งยุงรำคาญได้รับเชื้อจากการกินเลือดสัตว์ เมื่อกัดคนจะปล่อยเชื้อเข้าสู่ร่างกาย ผู้ป่วยที่อาการรุนแรงอาจไม่รู้สึกตัวและเสียชีวิต บางรายรักษาหายแล้วแต่เกิดความพิการทางสมอง สติปัญญาเสื่อม หรือเป็นอัมพาตได้

4. โรคเลปโตสไปโรซิส เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในฉี่หนูหรือสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข สุกร โค กระบือ สัตว์ป่าและสัตว์ฟันแทะ โดยเชื้อจะปนเปื้อนอยู่ในน้ำและสิ่งแวดล้อม เช่น ดิน โคลน แอ่งน้ำ ร่องน้ำ น้ำตก ที่ชื้นแฉะมีน้ำท่วมขัง เมื่อเดินย่ำน้ำหรือเล่นน้ำเป็นเวลานานๆ เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังที่เปื่อยยุ่ย บาดแผล รอยถลอก รอยขีดข่วน เยื่อบุจมูก เยื่อบุตา เยื่อบุในช่องปาก และอาจติดเชื้อจากการกินอาหารหรือดื่มน้ำปนเปื้อนฉี่หนู หากติดเชื้อและและทิ้งไว้เป็นเวลานานอาจทำเสียชีวิตได้

5. โรคติดต่อในระบบทางเดินอาหาร เป็นโรคที่มักจะติดต่อผ่านทางน้ำและทางอาหารโดยเฉพาะในช่วงที่มีน้ำท่วมนี้ ก็จะมีโรคท้องเดินหรือโรคอุจจาระร่วง โรคบิด ไทฟอยด์ อาหารเป็นพิษ และตับอักเสบ หากเราเกิดรับประทานอาหารและดื่มน้ำปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าไป หรือรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ

6. โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น โรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ คออักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบหรือปอดบวม เกิดจากการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียในอากาศจากการไอ จาม หรือมือที่เปื้อนน้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะ กลุ่มผู้สูงอายุและเด็กเล็กต่ำกว่า 5 ขวบ ควรระมัดระวังเป็นพิเศษเนื่องจากเมื่อเป็นโรคปอดบวมอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

7. โรคเยื่อตาอักเสบ หรือตาแดง เกิดจากเชื้อไวรัส โดยเชื้ออยู่ในน้ำตาและขี้ตา ติดต่อโดยการสัมผัสใกล้ชิด หรือใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน การใช้น้ำไม่สะอาดล้างหน้า อาบน้ำ ถูกน้ำสกปรกที่มีเชื้อโรคกระเด็นเข้าตา หรือการใช้มือ แขน และเสื้อผ้าสกปรกขยี้ตา หรือเช็ดตา

8. โรคน้ำกัดเท้า เกิดจากเชื้อรา สาเหตุมาจากการทำงานที่ต้องลุยอยู่ในน้ำสกปรกนานๆ ทำให้ผิวหนังซอกนิ้วเท้าแดง ขอบนูนเป็นวงกลม คัน หากเกาจะเป็นแผลมีน้ำเหลืองเยิ้ม

9. อันตรายจากสัตว์มีพิษ เช่น งู ตะขาบ แมงป่อง หนีมาหลบอาศัยในบริเวณบ้าน โดยเฉพาะช่วงที่มีน้ำท่วมขัง

10. โรคอาหารเป็นพิษจากเห็ดพิษ จากรายงานการเฝ้าระวังโรคของกรมควบคุมโรค พบผู้ป่วยเสียชีวิตจากการรับประทานเห็ดพิษทุกปี โดยเฉพาะในช่วงต้นฤดูฝน ตั้งแต่เดือน พ.ค. – พ.ย. ด้วยการรับประทานเห็ดที่ขึ้นเองในป่า สวน ไร่ หรือเห็ดขึ้นเองตามธรรมชาติ ส่วนมากพบในภาพเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เคล็ดลับสำหรับการดูแลผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม


ผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์มักจะมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจากเดิม ประสิทธิภาพทางด้านความคิดและความจำมักจะบกพร่อง บายรายไม่สามารถควบคุมการทำงานของระบบร่างกายตัวเองได้ เช่น ไม่ยอมทานอาหาร หรือบางทีก็ทานทั้งวันไม่ยอมหยุด บางรายก็ไม่สามารถกลั้นปัสสาวะและอุจจาระได้ และบางรายกมักจะมีอาการประสาทหลอนและหลงละเมอ ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ลูกหลานควรจะเป็นฝ่ายที่ต้องดูแลและให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด

เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีปัญหาและเข้าใจสภาพของผู้ป่วยเหล่านั้นให้ได้ดี ดังนั้นคนที่มีผู้ป่วยอยู่ในความดูแลควรที่จะรู้เคล็ดลับการดูแลผู้ป่วย ผู้ป่วยที่เป็นโรคสมองเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์ คนที่ดูแลหรือคนที่อยู่ใกล้ชิดควรมีความอดทนสูง เนื่องจากผู้ป่วยมักจะมีอารมณ์แปรปรวน คนที่ดูแลต้องเป็นคนใจเย็นและรู้จักการยืดหยุ่น ไม่ต่อว่าหรือดุด่าผู้ป่วย เพราะจะทำให้ผู้ป่วยเกิดปัญหาทางอารมณ์มากยิ่งขึ้น

ต้องเป็นคนช่างสังเกต และควรจะรู้ว่าสิ่งใดเป็นปัจจัยไปกระตุ้นให้ผู้ป่วยเกิดปัญหาทางอารมณ์ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้ป่วยมีอารมณ์แปรปรวนรุนแรง และดูว่าผู้ป่วยชอบอะไรเป็นพิเศษ และการมีอารมณ์ขันจะทำให้ช่วยลดความรู้สึกเครียดทั้งตัวผู้ป่วยและผู้ดูแลเอง

สำหรับเทคนิคการสื่อสารกับผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม ควรทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าผู้ดูแลมีสัมพันธภาพที่ดี ทั้งจากสายตา ท่าทาง น้ำเสียง และการสัมผัส ในการพูดคุยควรเลือกใช้คำง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน พูดช้า ๆ พูดชัด ๆ และประโยคสั้น ๆ พูดด้วยคำพูดที่สุภาพ ขณะพูดคุยควรมีการสบตากับผู้ป่วย ควรลดสิ่งรบกวนในขณะที่เรากำลังพูดคุยกับผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยมีสมาธิในการสื่อสาร

ควรเรียกชื่อผู้ป่วยบ่อย ๆ เพื่อให้เป็นการช่วยเตือนความจำ พยายามชวนคุยในเรื่องดี ๆ ทั้งในอดีตมาถึงปัจจุบันที่ผู้ป่วยคุ้นเคยเพื่อจะได้มีการพูดโต้ตอบ และควรตอบคำถามผู้ป่วยอย่างช้า ๆ และใช้คำที่เข้าใจได้ง่ายๆ ในกรณีที่ผู้ป่วยมักจะมีคำถามซ้ำๆ ผู้ดูแลควรหาเรื่องเบี่ยงเบนความสนใจไปสู่เรื่องอื่นๆ ไม่ควรไปล้อเลียนคำพูดหรือพฤติกรรมของผู้ป่วย

บ้านไหนที่มีผู้ป่วยคนในบ้านทุกคนควรจะหมุนเวียนกันทำหน้าที่ อย่าปล่อยให้อยู่ในความดูแลของคนใดคนหนึ่งแต่เพียงผู้เดียว เพราะจะทำให้ผู้ดูแลผู้นั้นอาจเกิดความรู้สึกเครียดขึ้นได้.

อาการขาดวิตามินซี


วิตามินซีเป็นวิตามินที่สามารถละลายได้ในน้ำ โดยเป็นวิตามินที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับจากการรับประทานเข้าไป วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ช่วยเพิ่มภูมิชีวิตได้เป็นอย่างดี เพราะสามารถป้องกัน และรักษาการอักเสบอันเนื่องมาจากแบคทีเรียและไวรัสได้

เราจะทราบได้ยังไงว่าเราขาดวิตามินซี

1. จะมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร มีเลือดออกตามไรฟัน โดยเฉพาะเวลาแปรงฟัน เป็นหวัดง่าย และเป็นบ่อยๆ หายแล้วก็เป็นอีก เพราะภูมิต้านทานต่ำ เนื่องจากวิตามินซีเป็นสารอาหารในการเสริมภูมิต้านทานของร่างกาย

2. เมื่อปล่อยให้ขาดวิตามินซีไปนานๆ ก็จะแสดงอาการออกทางกล้ามเนื้อ ผิวหนัง และเส้นเลือด เช่น เจ็บกล้ามเนื้อ อ่อนแรง เส้นเลือดไม่แข็งแรง เส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังแตกง่าย ผิวช้ำง่าย ปากแห้ง ผิวแห้ง

3. ถ้าเป็นแผลจะหายช้า และอาจนำมาซึ่งปัญหาโรคข้อกระดูก โรคหลอดเลือด และโรคหัวใจ ในกรณีที่ขาดวิตามินซีเป็นเวลายาวนาน

เมื่อเราทราบแล้วว่าเราจะมีอาการเช่นไรถ้าเราขาดวิตามินซี ดังนั้นเราควรดูแลเอาใจใสต่อสุขภาพของตนเอง เพื่อไม่ให้ขาดวิตามินซี สำหรับแหล่งวิตามินซีหาได้ไม่ยาก เพราะวิตามินซีสามารถพบได้จากผักตระกูลกะหล่ำ เช่นกะหล่ำดอก บรอคโคลี่ กะหล่ำปลี นอกจากนี้วิตามินซียังพบได้จากผักและผลไม้ชนิดอื่นๆ ได้อีกเช่น ฝรั่ง สับปะรด สตอร์เบอรี่ ส้ม มะละกอ มะเขือเทศ ผักโขม พริกหวาน มันฝรั่งและมะนาว เราจึงควรหาผักและผลไม้เหล่านี้มาทานให้เป็นประจำ เพื่อที่ร่างกายของเราจะได้ไม่ขาดวิตามินซี

เป็นตะคริว (Cramps)



ทุกคนต้องยอมรับว่ามันเคยเกิดขึ้นกับตัวเอง ลักษณะอาการก็จะรู้สึกปวดเกร็ง เจ็บกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง และเป็นอย่างเฉียบพลันโดยไม่แจ้งอาการให้ทราบล่วงหน้า และมักจะเกิดขึ้นบริเวณกลางฝ่าเท้า ขา แขน ช่องท้องหรือบางทีก็มักจะเกิดบริเวณต้นคอได้เช่นกัน

สาเหตุการเป็นตะคริว ส่วนใหญ่มักจะเิกิดมาจาก การขาดน้ำ พักผ่อนน้อย และความเครียด หรืออาจจะเป็นเพราะเส้นประสาทเสียหายจากการเคลื่อนไหวที่ซ้ำๆ ในท่าเดิมอยู่เป็นประจำ แต่จริงๆ แล้วสาเหตุหลักๆ มักจะเกิดมาจากการขาดธาตุโพแทสเซียม แมกนีเซียมและแคลเซียม เพราะสารอาหารประเภทนี้จะมีส่วนในการไปช่วยดูแล การทำงานของกล้ามเนื้อและเส้นประสาทของเราเอง

ถ้าไม่อยากเป็นตะคริว จะต้องปฎิบัติตัวดังนี้ คือ ควรรับประทานอาหารที่มีแร่ธาตุโพแทสเซียม แมกนีเซียมและแคลเซียมอย่างเพียงพอ ซึ่งแร่ธาตุเหล่านี้ก็จะมีอยู่ในอาหารประเภท นม พืชตะกูลถั่ว ถั่วเปลือกแข็ง ขนมปังโฮลวีต ซีเรียล กล้วยหอม ส้ม และแคนตาลูป แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ ควรดื่มน้ำสะอาดให้มากขึ้นและเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย โดยเฉพาะก่อนออกกำลังกายสองชั่วโมงควรดื่มน้ำอย่างน้อย 2 แก้ว และพักดื่มน้ำครึ่งแก้วถึง 1 แก้ว ระหว่างเล่นกีฬาทุกๆ 10 – 20 นาที สำหรับคนที่มักจะเป็นตะคริวในระหว่างนอนหลับ ควรจะนอนในท่าที่ผ่อนคลายที่สุด ไม่ควรจะนอนเหยียดตึงเกินไป เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อขาเกร็ง นอกจากนี้การห่มผ้าให้ร่างกายอบอุ่นก็ช่วยได้เช่นกัน

วิธีแก้การเป็นตะคริว ถ้าเป็นบริเวณน่องให้เหยียดขาออกไปให้ตึงแล้วกระดกปลายเท้าขึ้น ใช้มือช่วยดึงปลายเท้าเข้าหาตัวเองเพื่อช่วยยืดกล้ามเนื้อ หรือใช้ยาหม่องหรือครีมนวดคลายกล้ามเนื้อ หรืออาจจะใช้แผ่นความร้อนประคบบริเวณที่ปวดทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วจึงประคบใหม่ ก็จะช่วยให้เลือดบริเวณนั้นไหลเวียนได้ดีขึ้น หากการแก้ไขเหล่านี้แล้วยังไม่หาย หรืออาจมีอาการนานเกิน 1 วันหรือเป็นตะคริวบ่อยๆ และขยายบริเวณเจ็บปวดลามไปบริเวณอื่นเรื่อยๆ ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยโดยด่วน

อันตรายจากสีผสมอาหาร


คุณรู้หรือไม่ว่าอาหารสีสรรสวยงามที่มีวางขายในท้องตลาด สามารถทำให้คุณเสียชีวิตได้ถ้าคุณซื้อทานบ่อยๆ หรือว่าหากทานในปริมาณที่มาก เพราะผู้ผลิตสมัยนี้หาคนที่มีสำนึกรับผิดชอบได้น้อยมาก คนที่จะรู้สึกห่วงใยในสุขภาพของผู้บริโภค ว่าอะไรที่มีอันตรายต่อผู้บริโภค อะไรที่เป็นสิ่งที่ไม่สามารถทานได้ ไม่เคยคำนึงถึง คิดแค่เพียงว่าทำยังไงถึงจะขายได้ ทำยังไงถึงจะลดต้นทุนได้ ฉะนั้นผู้ที่จะใส่ใจในเรื่องนี้คงจะต้องเป็นผู้บริโภคอย่างเราๆ แล้วล่ะ ที่จะต้องมาทำความรู้จักกับอันตรายของสีที่ใช้ผสมลงไปในอาหารของเราแล้วจะก่อให้เกิดอันตรายถึงกับชีวิตของเราได้

1. อันตรายจากสารเคมีที่เป็นสี อาจเป็นสาเหตุให้เกิดเนื้องอกหรือมะเร็งที่อวัยวะในระบบทางเดินอาหารและกระเพาะปัสสาวะ

2. อันตรายจากโลหะหนักที่ปะปนอยู่ในสี ได้แก่ ตะกั่ว สารหนู เนื่องจากสีที่ไม่ใช่สีผสมอาหาร จะไม่มีการควบคุมปริมาณโลหะหนัก การได้รับโลหะหนักเข้าไปในร่างกายมากๆ หรือเป็นประจำ จะเกิดการสะสมพิษในร่างกายอาจทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้
- พิษจากสารหนู เมื่อเข้าไปในร่างกายจะสะสมในกล้ามเนื้อ กระดูก และผิวหนังเป็นส่วนมาก และมีการสะสมในตับและไตด้วย เมื่อมีสารหนูสะสมในร่างกายมากจะทำให้มีอาการอ่อนเพลีย กล้ามเนื้ออ่อนแรง เกิดความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารดลหิตจาง หากได้รับสารหนูปริมาณมาก ในครั้งเดียว จะเกิดพิษต่อร่างกายทันที มีอาหารปากและโพรงจมูกไหม้เกรียมแห้ง ทางเดินอาหารผิดปกติ กล้ามเนื้อเกร็ง เพ้อคลั่ง นอกจากนี้อาจพบว่าหน้าบวม หนังตาบวมด้วย
- พิษของสารตะกั่ว ตะกั่วมีพิษต่อระบบประสาททั้งเฉียบพลันและเรื้อรัง อาจทำให้เสียชีวิตใน 1-2 วัน อาการพิษเรื้อรังจะพบเส้นตะกั่วสีม่วงคล้ำที่เหงือกมือตก เท้าตก เป็นอัมพาต มีความผิดปกติของทางเดินอาหาร คลื่นไส้อาเจียน อาการทางประสาทอาจพบชักเกร็ง

3. อันตรายจากสีผสมอาหารสังเคราะห์ที่ใช้ผสมในปริมาณมาก ถึงแม้สมัยนี้จะมีการพัฒนาขบวนการผลิตอย่างไรก็ตาม แต่ยังคงมีปริมาณโลหะหนักปนเปื้อนอยู่ในปริมาณเล็กน้อยอยู่ดี แต่หากใช้สีผสมอาหารในปริมาณมากๆ และเป็นประจำอาจทำให้ร่างกายได้รับปริมาณได้รับปริมาณโลหะหนักมากขึ้น และมีการสะสมในร่างกายอาจทำให้เกิดอาการเป็นพิษจากโลหะหนัก ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ ดังนั้นทางที่ดีควรเลือกใช้สีผสมอาหารที่ผลิตจากธรรมชาติจะดีกว่า

วิธีบรรเทาอาการเข่าเสื่อม


คนเราเมื่ออายุมากขึ้น โรคภัยไข้เจ็บก็จะเริ่มรุมเร้า อย่างที่เห็นได้ชัดในวัยผู้สูงอายุ ก็จะเกิดอาการโรคเข่าเสื่อม ถ้าอาการกำเริบขึ้นมาทีไรจะเดินจะเหินแต่ละครั้ง ก็จะรู้สึกว่ามันทรมานมากๆ แต่เรามีวิธีบรรเทาอาการด้วยใบโหระพามาฝาก

โรคเข่าเสื่อม(Degenerative knee) เป็นโรคที่เกิดจากภาวะที่กระดูกอ่อนของข้อเข่าสึกหรอ ฉีกขาด จนทำให้ระบบหล่อลื่นของข้อไม่สามารถหล่อลื่นข้อเข่าให้ใช้งานเป็นปกติได้ ในบางครั้งอาจจะมีหมอนรองกระดูกฉีกขาดร่วมด้วย เมื่อกระดูกอ่อนสึกหรอจนถึงกระดูกแข็ง จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดเข่าเวลาลงน้ำหนักเข่าขณะเดิน หรือ ขึ้นลงบันได

อย่างที่เราๆ รู้กันอยู่แล้วว่าใบโหระพามีสรรพคุณ คือ ช่วยย่อยอาหาร แก้อาการจุกเสียด แน่นท้อง หรือนำมาผลิตเป็นน้ำมันหอมระเหย นอกจากนั้นยังมีสรรพคุณอีกอย่างหนึ่ง คือ สามารถรักษาโรคเข่าเสื่อมได้

ดังนั้นเราจะนำใบโหระพามาบรรเทาอาการเข่าเสื่อมกัน โดยวิธีการถอนต้นโหระพาทั้งต้นไม่ต้องเด็ดรากทิ้งประมาณ 1 กำมือ จากนั้นนำไปล้างให้สะอาด เอามาตำพอละเอียดผสมกับเหล้าขาว 40 ดีกรี ในปริมาณเล็กน้อยคนให้เข้ากัน เทใสหม้อยกขึ้นตั้งไฟแค่พอร้อน แล้วยกลงทิ้งไว้ให้อุ่น จากนั้นนำไปพอกเข่าทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที ควรทำอย่างนี้วันละ 1-2 ครั้ง ก็จะสามารถช่วยบรรเทาอาการได้

แต่คุณควรหาเวลาไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจและรักษาอาการเพื่อที่อาการจะได้หายขาดหรือทุเลาลงอย่างเห็นผลได้ชัดกว่า

9 วิธี ป้องกันแสงแดดให้ได้ผล



อย่างที่รู้ๆ กันอยู่แล้วว่าช่วงหน้าร้อนทีไร บ้านเราแดดก็แรงทุกที แล้วยิ่งเข้ามาปีนี้ก็ร้อนหนักกว่าทุกๆ ปี เรื่องแสงแดดก็ไม่ต้องพูดถึง แทบไม่มีใครอยากออกจากบ้านไปไหนกันเลย แสงแดดเป็นบ่อเกิดของอันตรายต่างๆสำหรับผิวหนังเช่น ฝ้า กระ หูด มะเร็งผิวหนัง และที่สำคัญมากๆ ก็คือทำให้ผิวคล้ำอีกด้วย ฉะนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องป้องกันไม่ให้แสงแดดมาทำลายผิวของเรา ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

1. ก่อนที่จะออกเผชิญกับแสงแดดทุกครั้ง ควรทาครีมกันแดดล่วงหน้า 30 นาที แล้วทาซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง และที่สำคัญคือทุกครั้งหลังว่ายน้ำควรจะทาครีมกันแดดซ้ำอย่างน้อยอีก 1 ครั้ง เพื่อเป็นการป้องกันผิวอีกชั้นหนึ่ง

2. ในการเลือกใช้ครีมกันแดดสำหรับกิจกรรมทางน้ำ ควรเลือกชนิดที่มีเขียนกำกับไว้ว่า Water Proof (ที่จะกันแดดได้นาน 80 นาที) และ Water Resistant (จะกันแดดได้นาน 40 นาที) ทุกครั้ง

3. ควรทาครีมกันแดดซ้ำบ่อยๆ และให้ทาเลยไปที่บริเวณลำคอและแขนด้วย เพื่อแสงแดดจะไม่ได้ทำลายความสมดุลของสีผิวในบริเวณใกล้เคียงกันเพื่อให้เกิดความแตกต่าง

4. สำหรับการเติมครีมกันแดดในระหว่างวันโดยไม่ต้องล้างหน้านั้น ให้ใช้กระดาษทิชชู่ซับเหงื่อซับความมันออกจากหน้าเสียก่อน โดยใช้นิ้วกลางป้ายครีมมาแตะๆ ให้ทั่วหน้า แทนการละเลงครีมไปทั่วหน้า ก่อนจะทาแป้งซ้ำอีกครั้งหนึ่ง

5. หลังจากตากแดดแรงๆ ควรดื่มน้ำเพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ (Dehydrated) ส่วนไหนของร่างกายที่สัมผัสกับแสงแดดแรงๆ เป็นเวลานาน ควรจะทา After Sun ที่ช่วยให้บรรเทาอาการแสบร้อน เลือกที่มีส่วนผสมของวิตามินอีและว่านหางจระเข้ และไม่ควรโดนแดดแรงๆ อีกสักพัก

6 ควรแยกใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดเฉพาะจุดที่กำหนด
เช่น ใช้ทาหน้า ทาตัว ทามือ และที่สำคัญควรตรวจสอบวันเดือนปีที่ผลิตและ หมดอายุด้วย ควรเลือกวันที่ผลิตจนถึง ณ ปัจจุบันมีอายุไม่เกิน 1 ปี

7 การดูแลผิวกลายที่สัมผัสกับแสงแดดมากๆ จนเป็นสีชมพูเข้ม จนรู้สึกร้อนและไหม้ ให้ประคบผิวบริเวณนั้นด้วยน้ำเย็นผสมนมสด ห้ามใช้น้ำแข็งประคบเพราะจะทำให้ยิ่งไหม้ จากนั้น ชโลมผิวด้วยโลชั่นที่มีส่วนผสมของอโลเวรา และไม่ควรใช้สบู่ หรือครีมอาบน้ำถูโดยเด็ดขาด

8. แต่ในกรณีที่ผิวเป็นสีแดงจัด และเป็นรอยย่นจนเห็นได้ชัด ควรอาบน้ำและชโลมผิวเหมือนข้อ7 ทานยาแอสไพรินทุกๆ 4 ชั่วโมง จากนั้นให้ไปพบแพทย์ แต่ถ้าพบว่ามีผิวเป็นสีแดง มีตุ่มน้ำใสๆ มีไข้ หนาวสั่น ให้ทานยาแอสไพรินแล้วรีบไปพบแพทย์ทันที

9. หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับแสงแดดโดยตรง ก่อนออกจากบ้าน ควรเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่หนาพอที่จะป้องกันแสงแดดที่ส่องผ่านเข้าสู่ผิวหนัง รวมทั้งแว่นตาป้องกันรังสี UVB อันเป็นสาเหตุของมะเร็งผิวหนัง ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นบริเวณหนังตาที่บอบบางและไวต่อแสงเป็นพิเศษ รวมทั้งถุงมือที่ช่วยป้องกันบริเวณหลังมือที่มักเป็นตำแหน่งที่เกิดมะเร็งผิวหนังมากที่สุดเช่นกัน จะให้ดีควรพกร่มที่ป้องกันแสง UV ทุกครั้งที่ออกจากบ้านจะเป็นการดีที่สุด

เรื่องของไข่กินเท่าไหร่ถึงจะพอดี


สำหรับคนที่ไม่ชอบทานทานไข่เลย อาจส่งผลเสียต่อระบบเส้นประสาทสมองได้ สำหรับไข่ฟองเล็กๆ หนึ่งฟอง มีส่วนประกอบของวิตามินบี12 ในปริมาณที่มาก ซึ่งมีความจําเป็นต่อการสร้างเยื่อหุ้มป้องกันเส้นใยประสาท

สรรพคุณของไข่ยังมีอีกมากมาย เช่น เป็นสารบำรุงสายตา โดยเมื่อไม่นานมานี้มีผลการศึกษาจากอเมริกาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Nutrition ได้ค้นพบว่า การทานไข่อย่างน้อย 3 ฟอง ต่อสัปดาห์จะช่วยป้องกันการเกิดภาวะสูญเสียสายตาที่มักเกิดขึ้นเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ได้ เพราะสารลูทีนและซีแซนทีน ซึ่งเป็นสารรงควัตถุในตระกูลแคโรทีนอยด์ในไข่แดงจะช่วยบํารุงจอประสาทตานั่น เอง

นอกจากนี้ไข่ยังถือว่าเป็นยาบํารุงสำหรับร่างกายได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากไข่จะไปช่วยให้ร่างกายคุณดูดซึมแคลเซียมได้ดีแล้ว ยังช่วยลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุนเมื่อคุณอายุมากขึ้น อีกทั้งปริมาณสารซีลีเนียมและวิตามินอีในไข่ยังช่วยป้องกันโรคหัวใจ ทั้งยังช่วยป้องกันไม่ให้คุณเป็นคนอ้วนกลมอีกด้วย

จากผลวิจัยของมหาวิทยาลัยหลุยส์เซียนาสเตท พบว่าคนที่ทานมื้อเช้าโดยมีไข่เป็นส่วนประกอบของอาหาร จะสามารถช่วยลดน้ำหนักได้มากกว่าคนที่ไม่ทานไข่ในมื้อเช้าเลย ได้มากถึง65 เปอร์เซ็นต์ เมื่อบริโภคแคลอรี่ในปริมาณที่เท่ากัน

ตามที่วารสาร American Journal of Clinical Nutrition ได้ตีพิมพ์ไว้ว่า ไข่ที่ว่าให้ผลดีต่อร่างกายของคนเรานั้น ก็สามารถส่งผลร้ายให้กับคนทานได้เหมือนกัน ถ้าหากว่าทานในปริมาณที่มากกว่า 1 ฟองต่อวัน ติดต่อกันทุกวัน แต่ขณะที่การทานไข่สูงสุด 6 ฟองต่อสัปดาห์ไม่ได้ทําให้มีอันตรายถึงชีวิตได้ ในทางกลับกันถ้ามีการทานไข่ตั้งแต่ 7 ฟองขึ้นไปภายใน 1 สัปดาห์ จะทำให้เพิ่มปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ 23 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

เคล็ดลับต้านโรคหวัด


อากาศเดี๋ยวนี้เปลี่ยนแปลงบ่อย ไม่รู้ว่าเกิดจากภาวะโรคร้อนหรือเปล่านะ เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวฝนตก ขาดก็แต่หิมะตกในเมืองไทยเท่านั้นแหละมั้งนี่ อากาศแบบนี้ทำให้เรามีโอกาสเป็นหวัดได้ง่ายๆ เลยล่ะ ฉะนั้นเรามาเตรียมร่างกายให้พร้อมเพื่อสู้กับโรคหวัดกันดีกว่า ด้วยวิธีด้านหวัดง่ายๆ ง่ายกว่าการเป็นหวัดแล้วมานั่งรักษากันอีกนะคะ


- นอนหลับผักผ่อนให้เพียงพอ
มีหลายผลการวิจัยที่สรุปออกมาว่าการนอนหลับที่ไม่เพียงพอนั้น มักทำให้จำนวนเซลล์ในร่างกายที่มีส่วนทำหน้าที่ต่อต้านเชื้อโรคต่างๆ มีประสิทธิภาพลดลง ดังนั้นจึงควรนอนหลับสนิทในทุกๆ วัน

- ควรออกกำลังกาย การออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายแบบไหนก็ได้ ที่เราสามารถทำได้ต่อเนื่องกันทุกๆ วัน แค่วันละครึ่งชั่วโมง ก็สามารถช่วยเพิ่มเซลล์ที่เป็นภูมิป้องกันโรคภัยไข้เจ็บได้มากมาย

- การล้างมือด้วยสบู่ การล้างมือเป็นเรื่องที่ควรใส่ใจอย่างเป็นพิเศษ เพราะในช่วงระหว่างวันเรามีกิจกรรมมากมายหลายอย่าง ที่ทำให้มือเราไปสัมผัสกับเชื้อโรคโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการไอ จาม หรือเข้าห้องน้ำ การล้างมือด้วยสบู่ก็สามารถช่วยลดเชื้อโรคเหล่านี้ได้ก่อนที่เราจะหยิบจับอะไรเข้าปาก

- แยกเก็บแปรงสีฟัน การแยกเก็บแปรงสีฟันก็เป็นเรื่องที่สำคัญเหมือนกัน ถ้าหากบ้านที่มีคนอาศัยอยู่ร่วมกันหลายคน แล้วมีคนใดคนหนึ่งป่วย ควรแยกแปรงสีฟันของคนป่วยออกจากของคนอื่นๆ ในบ้าน เพื่อไม่ให้เชื้อกระจายไปสู่คนอื่นๆ ได้ เมื่อหลังจากหายป่วยแล้ว ควรนำแปรงสีฟันไปจุ่มในน้ำเดือดเพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรคก่อนนำมาเก็บรวมกับคนอื่นๆ ต่อไป

- หมั่นซักผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดมือเป็นผ้าที่เรามักจะใช้เช็ดมือที่เราล้างสะอาดดี ดังนั้นควรจะเป็นผ้าที่ต้องซักให้สะอาดอยู่เสมอ การซักที่ดีควรซักในน้ำร้อน ทุกๆ 3-4 วัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่เป็นหวัด ควรทำความสะอาดให้บ่อยขึ้น

- ดื่มน้ำให้เพียงพอ การดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ จะช่วยทำให้เนื้อเยื่อต่างๆ ในระบบทางเดินหายใจชุ่มชื้นขึ้น และช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าไปฝังตัวและยังช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

- เปิดหน้าต่าง การเปิดหน้าต่างยามเช้าหลังตื่นนอนเพื่อรับแดดอ่อนๆ และทำให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ช่วยขับไล่เชื้อโรคต่างๆ ที่มีอยู่ในห้องได้ด้วย แล้วยังทำให้ร่างกายได้รับสารจากธรรมชาติในอากาศเพื่อเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายอีกด้วย

- การผ่อนคลาย การทำร่างกายและจิตใจให้ผ่อนคลาย สามารถช่วยลดความเครียด ทำให้ร่างกายแข็งแรงมีภูมิคุ้มกันได้ โดยการทำสมาธิ หลับตา หายใจลึกๆ คิดถึงแต่เรื่องดีๆ

- วิตามินซีจากธรรมชาติ ผักผลไม้บ้านเราที่มีขายอยู่ทั่วไปตามท้องตลาดหรือในซุปเปอร์มาเก็ต เช่นพวก ถั่วเขียว ส้ม สตรอว์เบอร์รี่ บร็อคโคลี่ แครอท กีวี ลูกเกด ดอกกะหล่ำ และกะหล่ำปลี จะมีสารจำพวกพฤกษเคมีอย่างวิตามินซีและแคโรทีนอยด์ ที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายและต้านโรคหวัดได้

การเลือกใช้น้ำยาล้างคอนแทคเลนส์



สำหรับคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับสายตา แล้วหลีกเลี่ยงการใส่แว่นตามาเป็นใส่คอนแทคเลนส์แทน จะต้องรักษาความสะอาดและต้องทราบวิธีการดูแลรักษาคอนแทคเลนส์ ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ จึงจะได้ไม่มีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นกับการใส่คอนแทคเลนส์ และที่ต้องให้ความสำคัญมากอย่างหนึ่งก็คือการเลือกใช้น้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ (Soaking Lenses) ซึ่งจะมีวางขายอยู่หลากหลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิดก็จะมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน ดังนั้นจึงต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับลักษณะของการใช้งาน

1. แบบล้าง แช่ และกำจัดคราบโปรตีนแยกขวดกัน ส่วนมากมากน้ำยาประเภทนี้ จะสามารถชำระล้างและฆ่าเชื้อโรคได้ดีที่สุด มักจะมียาเม็ดที่ใช้แช่สำหรับล้างคราบโปรตีนทุกๆ เดือน ส่วนใหญ่น้ำยาชนิดนี้จะนิยมใช้กับเลนส์แบบที่ใส่ถาวร เพราะกำจัดคราบโปรตีนได้ดี

ข้อเสียคือ ในการล้างต้องล้างน้ำยาออกให้หมด ไม่เช่นนั้นอาจมีอาการแพ้จากสารประกอบในน้ำยา ทำให้ตาเจ็บและแดงได้ ถ้าเกิดอาการแบบนี้ต้องรีบไปพบแพทย์โดยด่วน ดังนั้นจึงไม่ค่อยสะดวกในการใช้งานสักเท่าไหร่

2. เลือกใช้แบบล้าง แช่ และกำจัดคราบโปรตีนในขวดเดียวน้ำ หรือที่เค้าเรียกกันว่า 3 in 1 น้ำยาในรูปแบบนี้ ค่อนข้างใช้ง่าย สะดวกและไม่ค่อยมีปัญหาเมื่อนำเข้าตา สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ดีพอสมควร น้ำยาชนิดนี้เหมาะสำหรับคอนเทคเลนส์ประเภทชั่วคราวหรือแบบใส่แล้วทิ้งเท่านั้น

ข้อเสียคือ
น้ำยาประเภทนี้ไม่สามารถล้างคราบโปรตีนติดแน่นออกได้หมด ทำให้เหลือคราบสกปรกไว้ ถ้าเราใช้กับเลนส์ประเภทใส่ถาวรอาจจะส่งผลเสียต่อดวงตาได้

3. เลือกใช้แบบ Hydrogen Peroxide
น้ำยาประเภทนี้มักแยกเป็น 2 ขวด ขวดแรกเป็นน้ำยาล้างเลนส์ก่อนฆ่าเชื้อ ขวดที่สองใช้ใส่ในขวดพิเศษพร้อมกับเลนส์ ส่วนมากอันนี้ต้องแช่ไว้ค้างคืน น้ำยาประเภทนี้ฆ่าเชื้อได้ดีมาก ใช้ได้กับคอนแทคเลนส์เกือบทุกชนิด

ข้อเสียคือ
ไม่ค่อยสะดวกในการใช้ งาน เพราะการใช้เวลาในแต่ละขั้นตอนนาน และเมื่อแช่เลนส์แล้วรีบเอามาใช้ทันทีไม่ได้ จำเป็นต้องแช่ให้ครบกำหนดเวลา ถ้านำเลนส์ออกมาใส่ก่อนครบกำหนดเวลาก็อาจทำให้ตาเจ็บ ตาแดง ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที

วิธีกำจัดกลิ่นกายด้วยธรรมชาติ

















กลิ่นตัวเป็นกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ เป็นกลิ่นที่สังคมรังเกียจ ถ้าวันไหนออกจากบ้านแล้วลืมทาโรลออนระงับกลิ่นกาย จะทำให้เรารู้สึกขาดความมั่นใจ แทบไม่อยากจะเข้าใกล้ใครเลยทีเดียว เค้าว่ากันว่า จริงๆ แล้วผู้หญิงจะเป็นคนที่กลิ่นตัวค่อนข้างที่จะแรงกว่ากลิ่นตัวของผู้ชาย แต่ที่ส่วนใหญ่เรามักจะพบว่าผู้ชายกลิ่นตัวจะเหม็นมากกว่า ก็เพราะว่าผู้หญิงเป็นเพศที่ค่อนข้างจะให้ความสำคัญกับความสวย ความงาม และการดูแลรักษาความสะอาดตัวเอง วันนี้เราจึงมีวิธีบำบัดกลิ่นกายด้วยธรรมชาติมาฝาก ลองเปลี่ยนจากการใช้สารเคมีมาใช้ของที่มีอยู่กับบ้านเราดูนะคะ รับรองว่าได้ผลดีเกินคาด

1. หลังอาบน้ำเช็ดตัวให้แห้ง ใช้ใบพลูที่กินกับหมากมาขยี้แล้วทารักแร้

2. ผสมปูนแดงกับน้ำเปล่าทารักแร้หลังอาบน้ำ (ใช้ปูนแดงไม่ต้องมาก เพราะปูนจะกัดเนื้อได้)

3. นำใบฝรั่งมาโขลกให้ละเอียดเอาแต่น้ำมาทารักแร้หลังอาบน้ำ

4. หลังอาบน้ำเช็ดตัวให้แห้งบีบน้ำมะนาวใส่ฝ่ามือแล้วทารักแร้รอให้แห้งก่อนแต่งตัว

5. หยดน้ำมันที่สกัดจากสะระแหน่ 2-3 หยด ลงในอ่างอาบน้ำ แล้วลงไปแช่ หรือผสมกับน้ำแล้วนำมาลูบบริเวณรักแร้แล้วใช้ผ้าซับให้แห้ง เนื่องจากสะระแหน่มีคุณสมบัติเป็นยาดับกลิ่นตามธรรมชาติ

6. ในขณะที่อาบน้ำทุกครั้งให้นำสารส้มมาทาบริเวณรักแร้ (สำหรับบางคนใช้สารส้มแล้วอาจทำให้รักแร้ดำขึ้น)

7. เอาสารส้มสะตุมาผสมกับพิมเสนอย่างละเท่าๆ กันแล้วบดให้ละเอียด ผสมกับดินสอพองหยดน้ำลงไปผสมนิดหน่อย ทาบริเวณรักแร้แล้วปล่อยให้แห้ง

โรคพังผืดกดทับเส้นประสาทข้อมือ













คืออาการที่เกิดจากการที่เส้นเอ็นและเส้นประสาทใหญ่ที่เรียกว่า เส้นประสาทมีเดียน ลอดจากโพรงข้อมือไปยังฝ่ามือ เมื่อพังผืดเกิดการหนาตัวมากขึ้น หรือถ้าเกิดการอักเสบขึ้น ตัวพังผืดนั้นก็จะไปกดทับบริเวณเส้นประสาทที่ข้อมือ ทำให้เส้นประสาทเกิดอาการอักเสบ จนทำให้รู้สึกชาและปวดข้อมือ

อาการที่พบ
- เกิดการชาที่ฝ่ามือ โดยอาจจะมีอาการชาๆ หายๆ เหมือนการเป็นเหน็บชา แต่พอนานเข้าก็จะมีอาการบ่งบอกชัดขึ้น คือ จะเริ่มชาที่บริเวณนิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลาง
- หลังจากนั้นอาการชาก็จะมีมากขึ้น แล้วยังพบว่ามีอาการปวดร้าวเกิดขึ้นตามมาด้วย และอาการก็ลามไปถึงแขนด้วย
- อาการปวดมักจะเกิดขึ้นในเวลากลางคืน และจะมีอาการชามากเวลาขยับข้อมือ
- ถ้ามีอาการมากๆ มักจะทำให้มืออ่อนแรง อาจทำให้หยิบจับสิ่งของแทบไม่ได้ ถ้าขืนปล่อยทิ้งไว้นานไม่ทำการรักษา กล้ามเนื้อก็จะอ่อนแรงและลีบผิดรูป ซึ่งจะเป็นอันตรายมาก

การรักษา

วิธีการรักษา แพทย์จะแบ่งการรักษาออกเป็น 3 อาการอย่างคร่าวๆ
1. มีอาการชาอย่างเดียว
ถ้าพบเฉพาะอาการอย่างนี้ แพทย์มักจะแนะนำให้ปรับท่าทางการใช้ หรือพยายามให้หยุดใช้มือข้างที่เกิดอาการชานั้นสักพักหนึ่ง แล้วให้รับประทานยาแก้อักเสบเพื่อลดอาการ
2. มีอาการชาและมีอาการปวดร่วมด้วย
แพทย์จะทำการใส่เฝือกเพื่อผยุงข้อมือ เพื่อจะได้ลดการใช้มือลงบ้าง และจัดยาให้รับประทานร่วมด้วย
3. มีอาการชามากและปวดมาก
แพทย์อาจะต้องทำการฉีดยาแก้อักเสบที่โพรงข้อม้อ และให้รับประทานยาร่วมด้วยอาจจะต้องมีการฉีดยาแก้อักเสบที่โพรงข้อมือ แต่ถ้ายังไม่เห็นผลแพทย์อาจจะวินิฉัยให้มีการผ่าตัดเพื่อทำการรักษาต่อไปตามความเหมาะสม

5 สุดยอดอาหารลดน้ำหนัก
















คุณรู้หรือไม่ว่าการเลือกกินอาหารก็เป็นหนทางหนึ่งของการลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดีด้วย โดยไม่ต้องมานั่งอดอาหารให้ทรมาน หรือว่าเสาะหายาลดความอ้วนมาทานให้เป็นผลเสียต่อสุขภาพและเสียเงินเสียทองไปมากมายโดยใช่เหตุ เราสามารถเลือกกินอาหารที่สามารถไปช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบการเผาผลาญ และลดความอยาก มาดูกันเลยว่าอาหารอะไรบ้างที่จะช่วยให้เราผอมเพรียวลงได้

1. เต้าหู้ ด้วยผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยหลุยส์เซียนา สหรัฐอเมริกา ได้พบว่า การกินเต้าหู้ 1 ช้อนโต๊ะ ก่อนการกินอาหาร สามารถช่วยลดความอยากอาหารได้ถึง 42 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

2. ถั่วเปลือกแข็ง เช่น วอลนัต อัลมอนด์ ถึงแม้ว่าเราจะรู้กันดีว่าถั่วหนึ่งกำมือจะมีแคลอรีสูงถึง 165 กิโลแคลอรี แต่ทางผลการวิจัยของมหาวิทยาลัย Purdue แห่งสหรัฐอเมริกากลับพบว่า การกินถั่วเปลือกแข็งจะช่วยไปกระตุ้นร่างกายให้เผาผลาญได้ดีเพิ่มขึ้นอีก 11 เปอร์เซ็นต์และสามารถลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจได้อีกด้วย

3. ลูกแพร์ นอกจากจะเป็นผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูงแล้ว ผลการวิจัยในบราซิลยังพบว่า สตรีที่กินลูกแพร์ขนาดเล็กหลังมื้ออาหาร เป็นเวลานาน 2 เดือน สามารถทำให้น้ำหนักลดลงถึง ½ กิโลกรัม

4. พริก จากผลการวิจัยในประเทศญี่ปุ่นได้พบว่า สารแคปไซซิน (Capsaicin) ที่มีอยู่ในพริกสามารถช่วยลดความอยากอาหารได้

5. น้ำส้มสายชูวินิการ์ ผลการวิจัยจากประเทศสวีเดนพบว่า หากคนเรากินน้ำส้มสายชูวินิการ์พร้อมมื้ออาหาร กรดอะซิติกในน้ำส้มสายชูจะไปช่วยให้ระบบการย่อยอาหารทำงานช้าลง จึงทำให้อิ่มนานขึ้น

อาหารสำหรับคนที่ชอบนอนดึก












คนเราควรนอนหลับอย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง ถ้าหากคนที่ชอบนอนดึกเป็นประจำ จะทำให้การทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายมีปัญหา เพราะการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ จะส่งผลให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนที่ทำหน้าที่สกัดกั้นความอยากอาหารได้น้อยลง แต่จะผลิตเกรลิน(Ghrelin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนกระตุ้นความอยากอาหารมากขึ้น การนอนหลับไม่เพียงพอยังเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการเผาผลาญอาหาร และทำให้ร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองต่ออินซูลิน(Insulin) ผิดปกติ ทั้งนี้อินซูลินเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับอัตราความเร็วในการดูดซับไขมันของร่างกาย แต่ถ้าหากมีความจำเป็นต้องนอนดึกแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ เรามีวิธีแนะนำเกี่ยวกับการเลือกรับประทานอาหารดังต่อไปนี้มาฝาก

- งดเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อวัว, เนื้อหมู, ไก่ ซึ่งย่อยยาก ลำไส้ต้องทำงานหนัก หากอยากรับประทานเนื้อสัตว์ ควรบดเคี้ยวให้ละเอียด เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระการทำงานของลำไส้

- ควรดื่มน้ำอุ่นๆ เช่นดื่มน้ำขิงผสมน้ำผึ้งอุ่น น้ำผึ้งผสมน้ำอุ่น หรือน้ำอุ่นธรรมดาซัก 1 แก้วก็ได้

- ควรเลือกทานอาหารประเภทเบาๆ ในมื้อดึก ถ้าคิดจะทาน อย่างเช่น ผัก ผลไม้ นม ไข่ และ เนื้อปลา ซึ่งดีต่อสุขภาพมากกว่า

- ในเวลานอนหลับ ควรทำให้ช่วงท้องและฝ่าเท้าอบอุ่นด้วยทุกครั้ง โดยการห่มผ้าและใส่ถุงเท้า

- การดื่มน้ำเย็นหรือน้ำอัดลมเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำอย่างยิ่ง
เพราะจะเพิ่มภาระให้ระบบการทำงานภายในร่างกาย เนื่องจากร่างกายต้องการความร้อนเพื่อช่วยย่อยอาหาร

งานวิจัยในประเทศญี่ปุ่น พบว่า เนื้อลำไยแห้งช่วยระงับประสาทที่อ่อนเพลียจากการตรากตรำทำงานหนัก ลดอาการเครียด กระวนกระวาย นอนไม่หลับ “ถ้านำ ลำไยอบแห้ง ไปต้มแล้วดื่มแต่น้ำก่อนนอน…ช่วยให้หลับสบาย”

เลือกกินอย่างไรให้ร่างกายเผาผลาญดี
















สิ่งที่มันฟ้องว่าระบบการเผาผลาญของร่างกายเริ่มทำงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ จะสังเกตได้จาก น้ำหนักตัวที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และจะปรากฏเซลลูไลท์ตามหน้าท้อง แขน ขา สะโพก การออกกำลังกายก็จะเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยเร่งการเผาผลาญพลังงานส่วนเกินเหล่านี้ออกไป แต่ก็ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยในเรื่องการทำงานของระบบเผาผลาญดีขึ้น ทำให้คุณคงความหุ่นสวยปราศจากไขมันส่วนเกินและเซลลูไลท์ได้ ก็คือการเลือกกินอย่างถูกต้อง

- เน้นทานจำพวกโปรตีนและผักให้มากขึ้น
การย่อยอาหารประเภทโปรตีนจากเนื้อสัตว์เป็นกิจกรรมที่ร่างกายต้องใช้พลังงานอย่างมาก ฉะนั้นการกินเนื้อปลา เนื้อหมูที่ไม่ติดมัน และเนื้อไก่ไม่ติดหนัง ก็จะช่วยในเรื่องเร่งอัตราการเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น แต่อย่าลืมว่าโปรตีนที่เหลือจากที่ร่างกายนำไปใช้งานจะกลายเป็นไขมัน ดังนั้นอย่ากินในปริมาณที่มากจนเกินไป ส่วนผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงก็มีความสำคัญมาก เพราะวิตามินซีจะมีส่วนช่วยเร่งการเผาผลาญพลังงานได้เป็นอย่างดี และสามารถทานในปริมาณที่มากๆ ได้ด้วย

- ลดปริมาณ แป้ง น้ำตาลและไขมัน การกินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงมากๆ จะทำให้ปริมาณอินซูลินในเลือดเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ระบบการเผาผลาญไขมันในร่างกายลดลง นอกจากนี้การกินไขมันปริมาณมาก ก็ยังทำให้ระบบการเผาผลาญพลังงานเชื่องช้าลงไปอีกด้วย

- ควรกินในปริมาณน้อยแต่บ่อยมื้อขึ้น
การกินในแต่ละมื้อในปริมาณที่น้อย โดยแบ่งออกเป็นมื้อย่อยๆ หลายมื้อ เช่น เช้า สาย กลางวัน บ่าย เย็น เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายได้มีกิจกรรมในการย่อยอาหารและเผาผลาญพลังงานตลอดทั้งวันอย่างต่อเนื่อง

- ดื่มน้ำให้มากๆ
เพราะร่างกายของคนเรามีความจำเป็นต้องใช้น้ำในกิจกรรมย่อยอาหาร ฉะนั้นการดื่มน้อยอาจทำให้การทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย รวมทั้งระบบเผาผลาญพลังงานกิดการติดขัดได้

รู้เรื่องบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก่อนทาน














สำหรับเด็กชาวหอ หรือว่าใครก็ตามที่ชอบทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นอาหารหลักหรือว่าไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงไม่ทานไม่ได้ ก็ควรรู้จักเลือกและทานอย่างถูกวิธี ก่อนอื่นเรามารู้ลึกถึงส่วนประกอบของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกันก่อน ส่วนประกอบหลักจะเป็นแป้งสาลีถึง 60-70% ส่วนอีก 15-20% เป็นไขมันซึ่งจะมีอยู่ในเครื่องปรุง ที่เหลืออีก 5-6% ก็จะเป็นเกลือและผงชูรสทั้งนั้น ถ้าใครที่ทานบะหมี่สำเร็จรูปมากกว่า 1 ห่อต่อวัน ร่างกายก็จะได้รับปริมาณโซเดียมเกินความต้องการถึง 50-100% ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อไต และยังจะทำให้ความดันโลหิตสูงอีกด้วย

กระทรวงสาธารณสุข ได้ให้คำแนะนำไว้สำหรับใครที่อยากจะทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโดยที่ร่างกายจะได้รับประโยชน์ ก็ต้องทำตามวิธีดังต่อไปนี้

- ไม่ควรที่จะทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปดิบๆ เพราะตัวบะหมี่เมื่อไปถึงกระเพาะ ก็จะดูดซับน้ำในกระเพาะแล้วจะพองตัว อาจทำให้ท้องอืดและปวดท้องได้

- เดี๋ยวนี้ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จได้มีการเพิ่มสารไอโอดี ธาตุเหล็กและวิตามินเอเข้าไปด้วย เราควรเลือกทานบะหมี่ประเภทนี้ โดยเขาจะเขียนกำกับไว้หน้าห่อ

- ในการทานทุกครั้งควร ใส่ผัก เนื้อสัตว์ต่างๆ และไข่ลงไปด้วยเพื่อเพิ่มสารอาหารและป้องกันร่างกายไม่ให้รับสารโซเดียมมากเกินไป

- และที่สำคัญที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายกับไตและเกิดโรคความดันโลหิต จึงไม่ควรทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากกว่า 1 ห่อต่อวัน

 
Design by Pitchaya.net | Bloggerized by สูตรอาหาร | 108 Home Tips | i Woman Blog | High Pitched Ringing In Ears | ขายลำไยอบแห้ง | ลองกานอยด์ find a nanny Health Lover นิ้วล็อค เดรสทำงานnanny services seattle Nanny in San Diego nanny in denvernanny in dallas nanny in columbus nanny in losangeles